Blog

ปรัชญาอินเดีย ฐานความเชื่อของชาวชมพูทวีป

ความเป็นมาของปรัชญาอินเดีย

อินเดียในสมัยโบราณ ที่เราเรียกว่าชมพูทวีปนั้น ชาวอินเดียเรียกดินแดนของตนเองว่า ภารตะวรรษ อันเป็นชื่อเรียกตามพระนามกษัตริย์แห่งราชวงค์เการพและปาณฑบในมหากาพย์เรื่อง ภารตะยุทธ ชมพูทวีป ที่เราเข้าใจกัน ในสมัยนั้นมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลรวมถึงอินเดียปากีสถาน เนปาล ศรีลังกา สิกขิมและภูฐานในปัจจุบัน แถบบริเวณดังกล่าวในยุคนั้น มีประชาชนพลเมืองอาศํยอยู่หนาแน่นมากที่่สุดแห่งหนึ่งตามหลักฐานที่ เฮโรโดตุส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกได้บันทึกเอาไว้ โดยนัยนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าเชื่อว่าได้มีการแลกเปลี่ยนทางความคิดความเชื่อระหว่างปรัชญาของชาวชมพูทวีปกับปรัชญากรีกมาเป็นเวลานานก่อนสมัยเฮโรโดตุสอย่างแน่นอน

ไอน์สไตน์สุดยอดนักวิทยาศาสตร์แห่งศตวรรษที่20

  การปฏิวัติวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์หรือทัศนะแม่บท การมองโลก มองชีวิต และวิธีอธบายที่แตกต่างไปจากเดิม จากโลกแบนมาเป็นโลกกรมในศตวรรษที่ 17 จากแรงโน้มถ่วงของโลกของนิวตันในศตวรรษที่ 17 มาสู่ทฤษฏีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ในศตวรรษที่ 20
  ไอน์สไตน์กลายเป็นสัญลักษณ์ของอัจฉริยะ เป็นสุดยอดนักวิทยาศาสตร์และเป็นบุคคลแห่งศตวรรษที่ 20 เป็นอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง แม้เขาจะจากโลกไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 หรือ 50 ปีมาแล้ว ก็ยังดูเหมือนว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เรื่องราวของเขาถูกเล่าขานในแทบทุกรายการ
 ไอน์สไตน์อธิบายเรื่องการเรียนรู้ว่า “ที่มาอันเดียวของความรู้คือประสบการณ์” เขาบอกว่าที่เรียกว่าการศึกษา จริงๆ ก็คือสิ่งที่เหลือจากที่คุณลืมหมดหลังออกจากโรงเรียนนั่นแหละ เขาหมายความว่าความรู้จริงๆ ไม่ได้มาจากการท่องจำเอาสิ่งที่คนอื่นเขาเขียนไว้ สอนไว้ แต่มาจากการปฏิบัต มาจาก “ญาณทัศนะ” เขาบอกว่า “เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่มีค่า” และคำกล่าวของเขาที่อ้างอิงกันบ่อยที่ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เพราะจินตนาการทำให้คุณสามารถคิดค้นหาความรู้ใหม่ อะไรที่มาจากภาย ในตัวคุณ ที่คุณใช้ญาณทัศนะในการเข้าถึงความจริงนั้น โดยตรง แล้วพยายามหาทางอธิบายให้คนฟังด้วยเหตุผล
คนไม่มีจินตนาการก็ไม่มีความรู้ ได้แต่รับเอาความรู้สำเร็จรูป ของคนอื่น ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรสร้างสรรค์ ไม่เกิดวัตกรรม
คงไม่ผิดนักที่ไอน์สไตน์จะบอกว่า มีคนน้อยนักที่เห็นด้วยตาของตนเองและรู้สึกด้วยหัวใจของตนเอง เขาคงหมายความว่าส่วนใหญ่ก็มองด้วยตาคนอื่น ประเภท “เขาเห็นว่า” “เขาว่า” มีการอ้างอิงคนอื่นตลอดเวลา ไม่มีอะไรเป็นของตนเอง
 ไอน์สไตน์รู้ดีว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นดาบสองคม สร้างสรรค์ได้ทำลายได้ กรณีระเบิดนิวเคลียร์เป็นบทเรียนสำคัญยิ่ง และเขาเห็นว่าโลกกำลังวิกฤติ คนกำลังทำลายตัวเอง
เขาถึงได้สรุปว่า มนุษยชาติจะรอดได้มีเพียงทางเดียว คือ เปลี่ยนวิธีคิด ให้ถึงรากถึงโคลน

สิ่งที่ขัดขวางจิตวิญญาณคุณ

Three things clog your soul: negativity,judgement and imbalance.

มีอยู่ 3 สิ่งที่ขัดขวางจิตวิญญาณคุณ คือ 1.ทัศนคติลบ 2.การตัดสินใจ 3.ความไม่สมดุล

การปรับตัว

All The abundance you want is already here.
You just have to tune it in.

ความอุดมสมบูรณ์ทั้งปวงที่คุณต้องการมีอยู่ที่นี่แล้ว
เพียงแต่คุณต้องปรับตัวให้เข้ากับมันเท่านั้น

You’re not a human being having a spiritual experience.
You’re a spiritual being having a human experience.

คุณไม่ใช่ตัวตนทางร่างกายมนุษย์ที่กำลังมีประสบการณ์ของ จิตวิญาณ แต่คุณคือตัวตนทางจิตวิญญาณ
ที่กำลังมีประสบการณ์ของการเป็นมนุษย์